THE TEA HOUSE โรงเตี๊ยมชีวิต

ads

The Tea House โรงเตี๊ยมชีวิต

ฉากชีวิตของละครเรื่อง Tea House หรือโรงเตี๊ยมชีวิตเกิดขึ้นปลายสมัยราชวงศ์ชิง เป็นช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายและได้ชื่อว่าเป็นยุคที่มืดมนที่สุดของจีน เมื่อความเป็นอยู่ของประชาชนยากลำบาก ก็ยากที่โรงน้ำชา อิ้วไท้ ที่มีชื่อในปักกิ่งจะอยู่ได้
ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง เสื่อมโทรม จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคนั้นผ่านโรงน้ำชา ผลงานเขียนของ “เหลาเส่อ” นักเขียนชื่อดังของจีน              โลร็อง มาแลสปีน ผู้สนใจศึกษาเรื่องวรรณกรรมและวัฒนธรรมเอเซีย กล่าวว่า ในเรื่อง Tea house ก็จะมีตั้งแต่สุข เศร้า อารมณ์ขัน เสียดสี มีตัวละครหลากหลายและมีการพูดถึงสังคมในแง่ที่น่าสนใจ ทำให้เราได้เรียนรู้สภาพสังคม และการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมประเพณีของคนจีน เช่น ในโรงน้ำชาก็จะมีคนเอานกมาอวดกัน มีการกิน มีเรื่องคุยปัญหาต่างๆ มีการร้องแบบทำนองเสนาะสไตล์จีน มีศิลปะหลายๆ อย่างสะท้อนอยู่ในเรื่องเดียวกัน
ละครเรื่องโรงเตี๊ยมชีวิต Tea House สร้างสรรค์จากผลงานของ เหล่าเส่อ นักเขียนชื่อดังชาวจีน ประพันธ์ไว้เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว สะท้อนภาพสังคมการเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตช่วงปลายราชวงศ์ชิง ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานเขียนชั้นเยี่ยมถูกแปลมาแล้วหลายภาษา และได้รับความนิยมระดับนานาชาติ และถูกนำไปสร้างเป็นละคร และภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง  ซีรี่ย์เรื่องนี้จากมุมมองของผม แสดงให้เห็นถึงทัศนะคติ ของการดำรงชีวิต วัฒนธรรมเก่าที่ต้องต่อสู้กับวัฒนะธรรมใหม่ๆ ได้ถลาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้แต่ความคิดทางการเมืองในสมัยนั้นที่มีการปฏิวัติ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐ ราชวงศ์ชิง เป็นราชวงศ์ที่เหลวแหลกที่สุดของราชวงศ์ต่างชาติที่เข้ามาปกครองจีน เพราะประชากรส่วนใหญ่ของจีนจะเป็นชนชาติฮั่น แต่ราชวงศ์ชิงเป็นชนเผ่าแมนจู ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน คือบริเวณมณฑลเหลียวหนิง และเฮยหลงเจียงในปัจจุบัน หรือเดิมก็คือชนเผ่าหนี่เจิน ซึ่งเป็นชนเดียวเดียวกับราชวงศ์จิน ของหวังเหยียน อากูต้า

กห

ราชวงศ์ชิงหลังจากเข้ามาปกครองจีนได้ร้อยกว่าปี เมื่อถึงยุคจักรพรรดิชิงเกาจง เฉียนหลง (อั้ยซิน เจี่ยหลัว หงลี่) ราชวงศ์ชิงเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นั่นเป็นผลพวงจากการทำงานหนักของ พระราชอัยกา จักรพรรดิชิงเซิ่งจู่ คังซี (อั้ยซิน เจี่ยหลัว เสวียนเยี่ย) และพระราชบิดา จักรพรรดิชิงซื่อจง หย่งเจิ้ง (อั้ยซิน เจียหลัว อิ้นเจิ้น) ที่ พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ จนเมื่อมาถึงยุคจักรพรรดิเฉียนหลง มีเงินและทรัพย์สมบัติล้น ท้องพระคลัง แต่กลับใช้เงินฟุ่มเฟือย บวกกับให้การสนับสนุนขุนนางกังฉิน อย่างเหอเซินที่คอยทุจริตอย่างมโหราฬ ทำให้ราชวงศ์ชิงตกต่ำเงินในท้องพระคลัง ร่อยหลอ และในสมัยจักรพรรดิชิงเซวียนจง เต้ากวง (อั้ยซิน เจี่ยหลัว หมินหนิง) เกิดสงครามฝิ่น จนต้องทำสนธิสัญญานานกิงที่จีนเสียเปรียบชาติตะวันตกซึ่งสูญเสียเกาะฮ่องกงไป นับแต่นั้นมากราชวงศ์ชิงก็เสื่อมอำนาจลง และยิ่งมาในสมัยจักรพรรดิชิงมู่จง ถงจื้อ (อั้ยซิน เจี่ยหลัว ไจ้ฉุน) ที่มีสตรีสุดแสบกุมอำนาจจนถึงรัชสมัยจักรพรรดิชิงเต๋อจง กวงสู (อั้ยซิน เจี่ยหลัว ไจ้เถียน) ระยะเวลา 48 ปี ที่กุมอำนาจอย่างบ้าคลั่ง เธอผู้นั้นก็คือ ฉือสีไท่โฮ่ว หรือคนไทยเรียกซูสีไทเฮา

กก                                                                              จักรพรรดิชิงเซิ่งจู่ คังซี (อั้ยซิน เจี่ยหลัว เสวียนเยี่ย)

หหหห

                                                                         จักรพรรดิชิงซื่อจง หย่งเจิ้ง (อั้ยซิน เจียหลัว อิ้นเจิ้น)

หฟิ

จักรพรรดิชิงเกาจง เฉียนหลง (อั้ยซิน เจี่ยหลัว หงลี่)

 โรงเตี๊ยม หรือโรงน้ำชา อวี้ไท่ ของเถ้าแก่หวัง เริ่มต้นในสมัยจักรพรรดิชิงเต๋อจง กวงสู (อั้ยซิน เจี่ยหลัว ไจ้เถียน) ปีที่ 24 ซึ่งในซีรี่ยนี้ ตัวละครที่สำคัญ คือ เถ้าแก่หวัง นายรองสง นายสี่ (ฉางสี่กุ้ย) นายห้าหม่า นายรองฉิน (ฉินจงยี่) หลิวเหมาจื่อ ถังปากเหล็ก เจ้าโง่หยาง ซ่งอินจื่อ อู๋คุน ขันทีผังกงกง ซึ่ง ตัวละครเหล่านี้คอยสร้างสีสัน

การดำเนินชีวิตของผู้คนในช่วงสมัยนั้น มักใช้ชีวิตที่ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไปวันๆ หรือจะบอกว่า เป็นวิถีชีวิต แบบ Slow life ของชาวจีนในยุดปลายราชวงศ์ชิงที่ อาศัยเงินของบรรพบุรุษ และใช้ชีวิต สบายๆ และผลจากการที่่เกิดสงครามฝิ่น ถึง 2 ครั้ง และสงครามอื่นๆ ที่ตามมา ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายรัฐบาล และยิ่งพระนางซูสีไทเฮา ทรงมีพระราชดำริเรื่องการแก้ไขการขาดดุลการค้า กับต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการที่จีนต้องสูญเสียเงินตรารั่วไหลออกไปต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพราะนำเข้าฝิ่นเป็นจำนวนมาก ชาวจีนติดฝิ่นจนงองแงมทั้งข้าราชการ ขุนนาง ทหาร เชื้อพระวงศ์ พระ นักบวช กระหรี่ โสเภณี ในหอนางโลม คณิกา ไม่เว้นแม่กระทั่ง พระนางซูสีไทเฮายังทรงสูบฝิ่น งอมแงม ไม่ตกเทรน ตามทันแฟชั่นในสมัยนั้น ซึ่งนับตั้งแต่ปลายรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง จนมาถึง รัชสมัยจักรพรรดิกวางสู ที่ ต้องอยู่อย่างอดสู ยากจนข้นแค้น แต่ด้วยอัจริยภาพของ สตรียุคจูละสิค พระนางซูสีไทเฮาจึงสั่งให้มีการปลูกฝิ่นในประเทศจีนซะเลย เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้า (ฝิ่น) กับ ต่างประเทศ และชาวจีนสามารถเข้าถึงในการซื้อฝิ่นสูบได้อย่างง่ายดายและราคาถูกอีกด้วย !!! หรือว่า ไทย จะเอากับเขาด้วย เพราะมีความพยายามจะนำกัญชา มาอยู่บนดินอย่างถูกกฎหมาย ทำให้คนไทยทั้งประเทศ มีเสียงหัวเราะ ผ่อนคลายความเครียดกันทั้งประเทศ 555

โรงเตี๊ยมชีวิต ได้แสดงถึงความพยายามของผู้คนที่ หาสถานที่ผ่อนคลาย เป็นที่ พบปะสังสรรค์พูดคุยกัน หรือไม่เว้นเป็นที่ ติดต่อธุรกิจการค้า ต่างๆ รวมทั้ง (ใต้ดิน) ของ หลิวเหมาจื่อ และถังปากเหล็ก คนนึงหลอกขายหญิงและเด็ก อีกคนนึงหลอกขายทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังถ่ายทอดความทุเรศและฉ้อโกงไปถึงลูกชายอีกด้วย เถ้าแก่หวังก็ เป็นอีกตัวละครนึง ที่ เป็นตัวเด่น แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ(หรือความทะเยอทะยาน) ที่จะให้โรงน้ำชาอวี้ไท่ ขยายกิจการ สร้างสรรค์ ความเจริญให้กับวงศ์ตระกูล และบริวาร แต่ด้วยบุคลิกและอุปนิสัยส่วนตัว ที่ขวางโลก และ คิดแบบตื้นๆ และยอมรับความจริงไม่ได้ อีกทั้งชอบ ปิดหูปิดตาตนเอง เชื่อมั่นในความคิดและทฤษฎีพิสดารๆ ที่ตนเองมี ทำให้ ธุรกิจโรงน้ำชาที่มีทีท่าว่าจะรุ่งเรือง กลายเป็นรุ่งริ่ง ร่วงหล่นไม่เป็นท่า การที่ช่วงสมัยนั้น มีฝรั่งอั้งหม้อเข้ามาเมืองจีนมากมาย แน่นอนย่อมมีการนำวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ในเมืองจีนด้วย โดยที่เห็นได้ชัด คือมิชชันนารี่ เป็นตัวดีเลยละครับ ที่ชอบเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยอาศัยการรักษาคน และวิทยาศาสตร์ บังหน้า  นอกจากนี้ การแต่งกาย และอาหาร เครื่องดื่มที่ชาวต่างชาติ นำมาใช้ ดื่ม กินในเมืองจีน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถลาโถมเข้ามา สู่วัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวจีนในสมัยนั้น ในเรื่องที่เห็นได้ชัด เช่น การดื่มกาแฟ แทน ชาแบบจีน การดื่ม วิสกี้ ไวน์ แทนเหล้าแบบจีน

แต่การที่เถ้าแก่หวัง ในระยะแรกๆ ที่ไม่ยอมปรับตัว ยังจะดื้อดึงทำโรงน้ำชา โดยไม่ดูกระแสหรือสถานการณ์ในขณะนั้นว่า รสนิยมของลูกค้าเป็นเช่นไร ประกอบกับที่ตนเองมีเงินทุนน้อยนิด ทำให้การปรับปรุงหรือขยายกิจการเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังถูกรีดไถจาก เจ้าหน้าที่รัฐ อย่างซ่งอินจื่ และอู๋คุณ ที่เข้ามารีดส่วย ไถเงินจากเถ้าแก่หวังทุกวันๆ ทำให้เงินทุนร่อยหลอ อีกทั้งโรงน้ำชาก็ยังเป็นพื้นที่ ที่ต้องเช่าจากนายรองฉินจงยี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นตระกูล คหบดีดังในชุมชนนั้น มีธุรกิจโรงทอผ้าและโรงงานทำไม้ขีด และได้เชิญชวนเถ้าแก่หวัง มาร่วมหุ้นลงทุนด้วย และผลประกอบการเริ่มดีขึ้น ทำให้เถ้าแก่หวังได้ซื้อที่ดินของโรงน้ำชาคืน โดยใช้ผลงอกเงยของหุ้นที่ลงไปมาแลก และ ได้ พยายามไปเรียนรู้ ศึกษาดูงานที่เมืองเทียนจิน ซึ่งมีฝรั่งต่างชาติอยู่เยอะ ได้เห็นการดื่ม กิน ของชาวต่างชาติการตกแต่งร้าน การทำงานของร้านอาหารชาวต่างชาติ  พอกลับมา เถ้าแก่หวัง ก็ฟิตจัด รีบจัดการ ตกแต่งร้านทำให้บรรยากาศของร้าน เหมือนร้านที่ตนเองไปดูมาที่เทียนจิน การเริ่มนำกาแฟมาเสริฟ การนำวิสกี้ หรือเหล้านำเข้าจากต่างประเทศ และไวน์ เข้ามาให้บริการ แต่ก็ยัง ไม่สามารถ เพิ่มปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่โรงน้ำชาได้ ทำให้เถ้าแก่หวังกลัดกลุ้มเป็นอันมาก และช่วงนั้น เป็นที่ช่วงที่ราชวงศ์ชิงล่มสลาย มีรัฐบาลสาธารณรัฐ เข้ามาบริหารประเทศแทน โดยนายพลหยวนซื่อไข่ ทำให้สถานการณ์แย่ไปอีกเนื่องจาก หยวนซื่อไข่ต้องการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์ใหม่ เป็นฮ่องเต้ได้แค่ 83 วัน ก็สู่สุขคติ โดยทำให้ขุนศึกคุมกำลัง ที่อยู่ภายใต้เขา ทำศึกแย่งชิงพื้นที่และดินแดน กันอย่างอุตลุต เช่น จอมพลต้วนฉีรุ่ญ จอมพลหลีหยวนหง รองประธานาธิบดี และจอมพลจางจั้วหลิน จอมพลเจียงไคเช็ค เป็นต้น ยุคสมัยนั้นจึงเรียกว่ายุคขุนศึก บ้านเมืองวุ่นวาย แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของเถ้าแก่หวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เกิดกลุ่มนักศึกษาขึ้นมาประท้วงรัฐบาล กันวุ่นวาย เพราะเกิดการทุจริต คอรัปชั่น การกระทำเผด็จการทหารที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพ อย่างรุนแรง เช่นประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกบ้านในยามวิกาล   ทำให้มีนักศึกษาออกมาประท้วงจำนวนมาก แต่สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น หรือไม่คิดอยากจะมองเห็น เหมือนที่เถ้าแก่หวังเห็นคือ แปลงพื้นที่ส่วนหลังของโรงน้ำชา ที่ตนเองใช้เป็นที่พักอาศัย มาทำเป็นหอพักให้กับนักศึกษา เช่า ครึ่งนึง ผลตอบรับ นักศึกษามาเช่ากระจาย เงินไหลมาเทมา ถือเป็นการพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสของเถ้าแก่หวังครั้งใหญ่ แต่นั่นแหละ มันก็มาด้วยเรื่องราว อันแสนวุ่นวาย เพราะ ขึ้นชื่อนักศึกษา มาเช่า ก็ คงไม่ต้องบอกว่าทำไม (นักศึกษายุคปัจจุบัน ใช้เป็นแหล่งมั่วสุม ทำกิจกรรมที่ขัดต่อศิลธรรม และกฎหมายบ้านเมือง) ยิ่งนักศึกษาในสมัยนั้นมีความคิดหัวรุนแรงต่อต้านรัฐบาล ทำให้เกิดการไล่ล่าของตำรวจและทหาร รวมทั้งพวกเจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต ที่จับจ้อง คอยหาผลประโยชน์จากประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษา การเข้าตรวจค้น เป็นสิ่งที่เถ้าแก่หวังและประชาชนตาดำๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้

และเมื่อในสถานการณ์เช่นนั้น การหายุทธภัณฑ์ทางทหารเป็นสิ่งที่ต้องการเป็นอย่างมา เมื่อนายรองฉินจงยี่ ได้ดำเนินกิจการโรงไม้ขีด ซึ่งมีหุ้นของเถ้าแก่หวังร่วมอยู่ด้วยนั้น ย่อมตกเป็นที่จับจ้องของเหล่าขึนศึกผู้คุมกำลังทหาร เพราะอาศัยวัตถุดิบ ในการกระทำกระสุนดินปืน เพื่อใช้ในการสงคราม แน่นอน ย่อมต้องวโดนขูดรีดมาก แต่ด้วยที่นายรองฉินจงยี่ เป็นคนที่มีบุคลิก ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ย่อมขัดแย้ง กับพวกขุนศึกคุมกำลังเหล่านั้น ซึ่งต่อมา นายพลเหล่านั้นจึงหมั่นไส้และวางแผนเผา โรงงานทำไม้ขีด ให้ย่อยยับพังพินาจ ในเพียงพริยตาเดียว ชั่วข้ามคืน กลายเป็นเศาเถ้าถ่าน เสียงระเบิดที่ดังออกมา เป็นระยะๆ จากโรงงานไม้ขีดของ นายรองฉินจงยี่ ทำให้ เมืองซื้่อจิ่ว (น่าจะเป็นเขตการปกครองหนึ่ง ที่อยู่ในมหานครปักกิ่ง) สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ และเสียงดังระเบิดที่ดังกึกก้องออกมา ราวกับว่า ชมภาพยนต์อยู่ในโรงภาพยนต์ 4 D มีทั้งภาพและเสียง พร้อมเอฟเฟ็กต์ ต่างๆ ออกมา เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ นายรองฉินจงยี่ สิ้นเนื้อประดสตัว แน่นอน ความฝันจองเถ้าแก่หวังก็ ล่มลง มลายสิ้นไปอีกครั้งหนึ่ง  เพราะตัวเองได้ซื้อหุ้นร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก

หลังจากเหตุการณ์นั้น เถ้าแก่หวังก็พยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ เพื่อให้ตัวเองสามารถอยู่รอด แต่ก็ พบว่าตนเองได้ชราภาพ มากแล้ว และมีการให้บุตรชายคนโต ย้ายไปอยู่นอกเมือง ซึ่งรกร้างว่างเปล่า บุกเบิกทำกิจการโรงน้ำชาเล็กๆ แต่ก็สามารถฝ่าฟันไปได้เรื่อยๆ ต่างกับลูกคนเล็กที่ไม่เอาถ่าน วันๆ เอาแต่ประท้วงกับนักศึกษา บวกกับแม่ตามใจ ทำให้ เสียคน ซึ่งเหมือนกับลูกชายคนเล็กของนายรองสง ที่วันๆ ไม่ชอบทำอะไรนอกจากร้องงิ้ว ปล่อยให้พี่สาวทำงานบ้านและงานนอกบ้าน เพื่อหาเลี้ยงชีพ คนในครอบครัว เพราะพี่สาวคนโตได้พลีชีพเพื่อครอบครัว พร้อมกับแม่ ในคราวสงคราม 8 ชาติบุกปักกิ่ง ส่วนนายรองสง วันๆ ก็ไม่ทำอะไร เอาแต่เลี้ยงนกในกรง  เต็มบ้าน และหิ้วนกไปมาที่โรงน้ำชาของเถ้าแก่หวัง เพื่อพูดคุยสนทนากับเพื่อนฝูงเก่าๆ โดยอาศัยสมบัติเก่าของวงศ์ตระกูล ที่เคยเป็นทหาร 8 กองธงแมนจู ราชวงศ์ชิง ต่างกับนายสี่ฉาง ที่มีลูกชายคนโต เอาการเอางาน ขยันเรียนอุปรากรจีน หรือการแสดงงิ้วแบบบู๊ ด้วยนายสี่ฉางเองเป็นคนขยันขันแข็ง เลือกที่จะขายบ้านอันหรูหราในเมือง แล้วอพยบ ครอบครัวไปอยู่นอกเมือง ที่รกร้าง และได้ทำการบุกเบิก การเกษตรกรรม ปลูกผัก สวนครัว นำมาใช้ในครัวเรืองและยังสามารถ นำมาขายในตัวเมือง อีกทั้ง นำมาแจกเพื่อนๆ ในโรงน้ำชาของเถ้าแก่หวัง อีกด้วย

จากซีรี่ย์โรงเตี๊ยมชีวิตทำให้เราได้เห็นว่า การดำรงชีวิตในสมัยนั้น ยากลำบาก และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตของผู้คน และการสอนคนในครอบครัว การเป็นผู้นำครอบครัว การปลูกฝังและเป็นตัวอย่างของคนในครอบครัว ที่แตกต่างกันในแต่ละครอบครับ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ การที่ไม่มีเทคโนโลยี อันทันสมัย ในเรื่องการสื่อสาร  ในสมัยนั้น ไม่มี ทีวี คอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต มือถือสมาร์ทโฟน 4 G  ทำให้การดำรงชีวิต เป็นไปอย่างพอเพียง และเรียบง่าย Slow life จริงๆ  บางทีผู้เขียนก็อยาก กลับไปใช้ชีวิต แบบพอเพียง เรียบง่ายบ้างเหมือนกัน

ads

Leave a Comment

Your email address will not be published.

ads

You may like

ads
In the news
Load More
ads