แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง (OH MY GENERAL)

ads

  แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง (Oh My General)

เยี่ยเจา

ซีรี่ย์จีนเรื่อง  “แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง (Oh My General)” ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง ” 将军在上我在下” (General Above I Am Below) ของ “จวี๋ฮัวซ่านหลี่” เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวความรักระหว่าง “เยี่ยเจา” แม่ทัพหญิงผู้องอาจแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือที่ใช้ชีวิตเยี่ยงชายชาติทหาร ทั้งยังนำทัพปราบปรามข้าศึกในสนามรบจนสร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่เลื่องลือตั้งแต่วัยเยาว์ และ “จ้าวอวี้จิ่น” อ๋องแห่งหนานผิง (พระราชนัดดาของฮ่องเต้) ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับอิสตรี ซ้ำยังมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ การร่ายรำ และตัดเย็บ โชคร้ายที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กจึงถูกมารดาเลี้ยงดูแบบประคบประหงม ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน ชอบมั่วสุมกับเพื่อน และทำตัวเสเพลไปวันๆ  

       เยี่ยเจา เติบโตอยู่ที่ชายแดน ทำศึกสงครามมานานในสนามรบกลางทะเลทราย หลังปกป้องชายแดนทางตอนเหนือซึ่งอยู่ติดพรมแดนแคว้นเหลียวมานาน 8 ปี ในที่สุดแม่ทัพ “เยี่ยเจา”เจ้าของฉายา “หัวเหยียนหวัง” (ยมบาลตัวเป็นๆ) ก็ใช้กระบี่เจียวหลงของบิดาตัดหัวแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์เหลียวอย่าง  “เย-ลวี่ ต๋าตาน” ได้สำเร็จ (กระบี่เจียวหลงเป็นอาวุธที่บิดาของเยี่ยเจาใช้ต่อสู้กับเยลวี่ต๋าตานก่อนเสียชีวิต) กองทัพสกุลเยี่ยซึ่งจับเชลยศึกมาได้จำนวนหนึ่ง เห็นดังนั้นจึงพากันร้องตะโกนว่า “เจียงจวินไจ้ซ่าง”  (“เจียงจวินไจ้ซ่าง” เป็นชื่อภาษาจีนของละครเรื่องนี้ แปลตรงๆ คือ “แม่ทัพอยู่บน” แต่ในที่นี้เป็นคำยกย่องประมาณว่า “ท่านแม่ทัพเก่งกล้าเกินใคร”)

ไ

ขณะที่ฮ่องเต้ “ซ่งเหรินจง” จักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ กำลังเล่นฉุยหวัน (เกมกีฬาสมัยโบราณของจีน คล้ายการตีกอล์ฟในปัจจุบัน) กับ “หลิวไทเฮา” (ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และคอยให้ความเห็นหลังม่าน นับตั้งแต่ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนม์พรรษาเพียง 13 พรรษา) ก็มีคนส่งสารมาจากชายแดนตอนเหนือ พระองค์จึงแจ้งข่าวดีต่อเหล่าขุนนางในราชสำนักว่าทัพซ่งชนะทัพเหลียว และศัตรูตัวฉกาจอย่าง เยลวี่ต๋าตานได้ถูกแม่ทัพเยี่ยเจาสังหารแล้ว “แม่ทัพหยาง” ทูลไทเฮากับฮ่องเต้ว่านับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา สกุลเยี่ยได้รับใช้กองทัพอย่างหาญกล้าและจงรักภักดีมาโดยตลอด ทั้งยังพลีชีพเพื่อต้าซ่งมากถึง 13 คน จึงนับเป็นแบบอย่างที่ดี สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูและปูนบำเน็จเพื่อจะได้เป็นขวัญกำลังใจและสร้างความฮึกเหิมให้กับเหล่าทหาร

ห

เสนาบดี “หลี่ว์เซียงเย๋” ไม่เห็นด้วยจึงหยิบยกเหตุการณ์เมื่อแปดปีก่อนตอนที่กองทัพเหลียว     รุกรานต้าซ่งแล้วตี 18 เมืองชายแดน (ที่อยู่ในความรับผิดชอบของขุนศึกสกุลเยี่ย) จนแตกพ่ายมากล่าวอ้าง โดยโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของแม่ทัพ “เยี่ยจง” บิดาเยี่ยเจา ถึงแม้ว่าเยี่ยเจา จะสร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงก็ไม่อาจลบล้างความผิดของบิดา จึงไม่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูหรือปูนบำเน็จ แม่ทัพ “หลิ่วเทียนทั่ว” (ลุงของเยี่ยเจา) แย้งว่าเสนาบดีหลี่ว์มีอคติต่อสกุลเยี่ย เขาชี้ว่าที่เยี่ยจงพ่ายสงครามในครั้งนั้นเป็นเพราะในกองทัพมีสายของศัตรู และนั่นก็ทำให้เยี่ยจงพร้อมบุตรชายอีกสองคนต้องสังเวยชีวิตในการสู้รบที่เมืองยงกวน “หลิวไท่ฟู่” ทูลว่าที่ผ่านมาฝ่าบาททรงปูนบำเหน็จให้เยี่ยเจาและบิดาถึงสามครั้งในรอบสามปี แต่พวกเขากลับปฏิเสธทั้งรางวัลและตำแหน่งอย่างไม่ไว้หน้า ซ้ำยังอ้างว่าเป็นความดีความชอบของพวกตน (กองทัพสกุลเยี่ย) แต่ฝ่ายเดียว ที่สำคัญพวกเขายังกุมอำนาจทางการทหารมากมายเอาไว้ในมือจึงนับว่าสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของบ้านเมืองยิ่งนัก

“ฟ่านจ้งเยียน” ทูลเตือนว่าเมื่อแปดปีก่อนเยี่ยเจาในวัย 16 ปีนำทหารม้าสองพันนายบุกจู่โจมชายแดนยามวิกาล วางเพลิงคลังเสบียงในค่ายทหารเหลียว และเอาชนะศัตรูกว่าแปดพันนาย บัดนี้เยี่ยเจาในวัย 24 ปีสามารถตัดหัวแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเหลียวอย่างเยลวี่ต๋าตาน และยึดคืนด่านเยี่ยน เหมินได้สำเร็จ การมีเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญที่มีทั้งความรู้ความสามารถ สติปัญญา และความจงรักภักดีอย่างเยี่ยเจา เป็นแม่ทัพปกป้องชายแดนด้านทิศเหนือนับเป็นโชคอันใหญ่หลวงของบ้านเมือง “ฉีอ๋อง” (พระเชษฐาต่างมารดาของฮ่องเต้ซ่งเหรินจง) ทูลว่าเยี่ยเจาใช้ชีวิตในสนามรบมานานหลายปีย่อมไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของทางราชสำนัก และไม่รู้เรื่องการปูนบำเน็จรางวัล จากนั้นก็เสนอให้ฮ่องเต้ชะลอการพิจารณาเรื่องปูนบำเน็จเอาไว้ก่อน เนื่องจากตอนนี้เยี่ยเจายังอยู่ในระหว่างการโจมตีอำเภอป้าของแคว้นเหลียว จะสำเร็จหรือไม่ยังไม่ทราบแน่ชัด จึงควรรอจนกว่าจะรู้ผลแล้วค่อยตัดสินใจ เยี่ยเจาจะกลับมาพร้อมผลงานอันยิ่งใหญ่หรือไม่ขึ้นอยู่กับการทำศึกในครั้งนี้ ฮ่องเต้เหลือบมองไทเฮาซึ่งนั่งอยู่หลังม่านทางด้านหลังของพระองค์เพื่อถามความเห็น เมื่อไทเฮาเห็นด้วยกับความคิดของฉีอ๋อง ฮ่องเต้จึงคล้อยตามและมีบัญชาให้เยี่ยเจาเอาชนะศึกในครั้งนี้ให้จงได้

ไๆ

 ในที่สุดแม่ทัพเยี่ยเจาก็นำทัพสกุลเยี่ยล้อมจับองค์ชายรัชทายาท “เยลวี่หง” แห่งราชวงศ์เหลียวได้ เหล่าทหารเหลียวเห็นดังนั้นจึงพากันทิ้งธง อาวุธ และยอมจำนน เมื่อฮ่องเต้ทราบข่าวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ฟ่านจ้งเยียนหวังให้ฮ่องเต้ดำเนินนโยบายแบบสันตินิยม จึงทูลเสนอให้เจรจากับแคว้นเหลียวเพื่อยุติสงครามและทำสัญญาสงบศึก หากซ่ง-เหลียวบรรลุข้อตกลงร่วมกัน พื้นที่ตามแนวชายแดนทั้งสองฝั่งจะสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองไปอีกนาน ฮ่องเต้ประทับใจในความสามารถของเยี่ยเจาจึงคิดที่จะไปปรึกษาไทเฮาเรื่องการปูนบำเน็จ หลังจากนั้นพระองค์ก็ประกาศแต่งตั้งเยี่ยเจาให้เป็น “เซวียนอู่โหว” (ตำแหน่งขุนนางใหญ่ในราชสำนัก) และ “แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเทียนเซี่ย” (แม่ทัพที่มีตำแหน่งสูงสุด)  โดยให้คุมกำลังทหารหนึ่งแสนนายในเมืองหลวง (ไคเฟิง) ทั้งยังมีบัญชาให้เยี่ยเจาคุมตัวเชลยศึก (รัชทายาทแคว้นเหลียว) เข้าเมืองหลวงทันที 

  “จางกุ้ยเฟย” นำชาชั้นดีมาถวายฮ่องเต้ซึ่งยังคงนั่งอ่านฎีกาในยามค่ำคืน ทันใดนั้นก็มีทหารสกุลเยี่ยนำสารจากเยี่ยเจามาถวาย หลังอ่านสารแล้วฮ่องเต้ก็ถึงกับตกตะลึง เพราะคาดไม่ถึงว่าแม่ทัพเยี่ยเจาผู้เก่งกาจอาจหาญและเป็นวีรบุรุษของแผ่นดิน แท้จริงแล้วไม่ใช่บุรุษแต่เป็นสตรี สนมจางแนะให้ฮ่องเต้ส่ง “ขันทีเจียง” (เจียงลู่ไห่) ไปสืบหาความจริงที่จวนผู้อาวุโสสกุลเยี่ย “เจิ้นกว๋อกง” (ปู่ของเยี่ยเจา) พระองค์จึงมอบหมายให้ขันทีเจียงไปสืบข่าวในวันรุ่งขึ้น แม้เจิ้นกว๋อกงจะไม่ยอมรับตรงๆ แต่ก็บอกเป็นนัยๆ ว่าเยี่ยเจาเป็นหลานสาวของตน มีอาการสติฟั่นเฟือน ป้ำๆ เป๋อๆ เนื่องจากตอนเกิดสงครามที่เมืองยงกวนนั้น เขาได้สูญเสียคนในครอบครัวอันเป็นที่รักไปจนเกือบหมด ทำให้เสียใจมาก อีกทั้งยังไม่ลู้ว่าลูกชายของตน คือเยี่ยจง บิดาของเยี่ยเจา ก็เสียชีวิตในสนามรบแล้ว แต่หลานสะใภ้ (น้องสาวของฟ่านจงเยียน) พยามปิดบังไม่ให้ เจิ้นกว๋อกง”รู้ เพราะกลัวจะเสียใจจนอาการหนักไปกว่าเดิมอีก 

ส

 ระหว่างเคลื่อนทัพและคุมเชลยศึกกลับมายังแผ่นดินต้าซ่ง เยี่ยเจาสั่งให้ทุกคนหยุดพักใกล้ด่านเยี่ยนเหมินเพื่อทานอาหารกลางวัน ก่อนเดินทางไปตั้งค่ายพักแรมที่เมืองยงกวนเพื่อเตรียมมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงตามพระบัญชา เมื่อพี่น้องสองสาว “ชิวสุ่ย” กับ “ชิวหัว” รู้ว่าเยี่ยเจาจะปลีกตัวไปทำธุระส่วนตัวจึงอาสาตามไปเป็นเพื่อน นายทหารใหม่ “สวี่ตัวฮว่า” ได้ยินดังนั้นจึงขอตามไปด้วย (เขาไม่รู้ว่าเยี่ยเจาเป็นผู้หญิง) หลังโดนสองพี่น้องสั่งสอนและไล่ตะเพิด สวี่ตัวฮว่าเลยแอบแช่งให้สองสาวขึ้นคาน  “ชิวเหลาหู่” ซึ่งเป็นพ่อของสองสาวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธ “หูชิง” (ฉายา “หูลี่” ซึ่งแปลว่า “หมาจิ้งจอก”) เตือนชิวเหลาหู่ว่าสวี่ตัวฮว่าเป็นทหารใหม่ที่สร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อย ชิวเหลาหู่เห็นว่าสวี่ตัวฮว่าเป็นทหารที่ดีมีศักยภาพจึงไม่เอาความ หูชิงแกล้งหยอกชิวเหลาหู่ให้ยกลูกสาวทั้งสองให้แม่ทัพเยี่ยเจา แต่ชิวเหลาหู่กลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าถ้าแม่ทัพไม่แต่งงานกับลูกสาวตน ตนจะยกทั้งคู่ให้เป็นเมียหูชิง หูชิงได้ยินดังนั้นจึงรีบเผ่นทันที หลังเสร็จธุระแล้วสามสาวบังเอิญพบภาพคู่รักแกะสลักอยู่บนหินผาทั้งที่เป็นบริเวณรกร้างห่างไกลผู้คน เยี่ยเจาคาดว่าน่าจะเป็นภาพวาดในยุคโบราณ เพราะคนสมัยก่อนมักทำรูปแกะสลักเพื่อบูชาเทพเจ้า ครั้นเห็นว่าชายหนุ่มในภาพมีใบหน้าดุจหญิงงาม เยี่ยเจาก็ยิ้มอย่างพึงพอใจเพราะเธอชอบผู้ชายลักษณะเช่นนี้ อยู่ๆ เธอก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ตอนที่พบเด็กชายคนหนึ่งตกน้ำ เธอจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเด็กชายที่อยู่ในความทรงจำกับผู้ชายที่อยู่ในภาพแกะสลักถึงมีใบหน้าคล้ายกันยิ่งนัก

เด

หลิวไทเฮามีราชโองการให้ฮ่องเต้ดูแลรับผิดชอบราชกิจทั้งหมดและว่าราชการในท้องพระโรงแต่เพียงลำพังเป็นการชั่วคราว เนื่องจากระยะนี้สุขภาพของตนไม่สู้ดีนัก ทั้งยังเตือนด้วยว่าผู้ที่คิดร้ายหมายปล่อยข่าวลือหรือฉวยโอกาสก่อเรื่องตอนที่ตนไม่อยู่จะมีโทษสถานหนัก ปรากฏว่าเรื่องแรกที่ฮ่องเต้ต้องตัดสินใจด้วยตนเองคือเรื่องที่เยี่ยเจาปกปิดว่าตนเองเป็นผู้หญิง  เสนาบดีหลี่ว์เซียงเย๋หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาร้องเรียนหมายให้ฮ่องเต้เอาผิดเยี่ยเจาโทษฐานที่ปลอมตัวเป็นชาย โดยอ้างว่าตามกฏหมายแล้วมีโทษถึงตัดหัว หลิ่วเทียนทั่วแย้งว่าเยี่ยเจาไม่มีเจตนาหลอกลวงเบื้องสูง เพียงแต่ไม่มีทางเลือกเพราะต้องออกรบ หลิวไท่ฟู่ (หลานชายของหลิวไทเฮา) กล่าวว่าหากไม่ตัดหัวเยี่ยเจาจะทำให้กฏหมายบ้านเมือง และรับสั่งของฮ่องเต้ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ฮ่องเต้ตัดบทโดยบอกว่าแม้เยี่ยเจาจะปกปิดสถานะของตน แต่ประวัติศาสตร์ก็เคยจารึกวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพหญิงที่ช่วยปกป้องต้าซ่งเมื่อครั้งในอดีตเช่น มู่กุ้ยอิง (ภรรยาของหยางจงเป่า แม่ทัพตระกูลหยางอันมีชื่อเสียง และในซีรี่ยนี้ มีลูกชายของมู่กุ้ยอิงคือ หยางเหวินกวง เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ มีอายุมากแล้ว) ดังนั้น ตนจะอภัยโทษให้เยี่ยเจาเป็นกรณีพิเศษ และจะนำเหล่าขุนนางตลอดจนข้าราชบริพารไปต้อนรับวีรสตรีของแผ่นดินด้วยตนเอง

กด

ระหว่างตั้งค่ายพักแรมในตอนเย็น เยี่ยเจากับหูชิงปลีกตัวมาเดินเล่นและพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายริมน้ำ เยี่ยเจาดีใจที่ในสุดก็จะได้กลับบ้านเสียที (หลังกรำศึกมานาน 8 ปี) หูชิงซึ่งมาเป็นทหารของสกุลเยี่ยตั้งแต่อายุ 18 และแอบรักเยี่ยเจา จึงสบโอกาสถามเยี่ยเจาว่าเธอเคยคิดถึงเรื่องแต่งงานบ้างหรือไม่ เยี่ยเจากล่าวว่าเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะมีชายใดกล้าแต่งงานกับเธอ หูชิงเห็นด้วยเพราะเมื่อก่อนเขาเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง (เขาเพิ่งรู้ตอนเธอได้รับบาดเจ็บครั้งก่อน) เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เผลอโล่งใจ ก่อนพูดเป็นนัยๆ ว่าหากเยี่ยเจายอมเปิดใจย่อมมีผู้ชายไม่น้อยที่อยากแต่งงานกับเธอ เยี่ยเจาไม่เชื่อ เธอหันไปมองรอบตัวแล้วร้องหาผู้ชายที่อยากแต่งงานกับเธอโดยบอกให้ออกมายืนตรงหน้า หูชิงจึงก้าวเท้าเข้าไปหาเยี่ยเจาหมายสารภาพความในใจ แต่เยี่ยเจาไม่ทันได้เห็นเพราะมีสารจากราชสำนักมาขัดจังหวะเสียก่อน เมื่อรู้ว่าต้าซ่งบรรลุข้อตกลงในการสงบศึกกับแคว้นเหลียวจึงไม่ต้องสู้รบอีกต่อไป เธอเลยรีบแจ้งข่าวดีแก่เหล่าทหารสกุลเยี่ย ทุกคนจึงพากันดีใจที่จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัว 

   ในเวลาเดียวกันนั้น ฮ่องเต้เสด็จไปเข้าเฝ้าหลิวไทเฮาเพื่อปรึกษาเรื่องที่เยี่ยเจาเป็นสตรี หลิวไทเฮามองว่าการที่เยี่ยเจาเป็นหญิงนับเป็นบุญของต้าซ่ง (ที่ผ่านมาแม่ทัพที่อำนาจมากเกินไปและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมักเปิดศึกแย่งชิงอำนาจ ทำให้บ้านเมืองแตกแยกและราชบัลลังก์สั่นคลอน) เพราะรับมือได้ง่ายกว่า แค่จับแต่งงานกับคนที่เหมาะสมเธอก็จะสลัดคราบนักรบแล้วกลายเป็นศรีภรรยาที่คอยดูแลสามี และเป็นแม่ที่คอยสั่งสอนอบรมลูกๆ ฮ่องเต้เห็นด้วยแต่อดห่วงไม่ได้เพราะคงไม่มีใครในราชสำนักกล้าให้บุตรหลานแต่งงานกับสตรีอย่างเยี่ยเจา และการควานหาชายที่เหมาะสมในใต้หล้าคงไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร หลิวไทเฮากล่าวว่าถึงจะแกร่งแค่ไหนแต่ผู้หญิงทุกคนย่อมรอคอยและหวังว่าสักวันจะมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต เยี่ยเจาเองก็เกิดเป็นหญิง มันเป็นชะตาของเธอที่จะต้องพบเจอคนเช่นนั้น ฮ่องเต้รู้สึกได้ว่าไทเฮาทรงหมายตาใครเอาไว้แล้ว ไทเฮากล่าวเพียงว่าหากเขาคนนั้นได้แต่งงานกับเยี่ยเจา ทั้งบุคลิก นิสัย และท่าทางจะปรับเปลี่ยนไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม แม้ทั้งคู่จะเป็นขั้วตรงข้ามและต่างก็มีบางอย่างขาดๆ เกินๆ จนดูผิดที่ผิดทางไปบ้าง แต่สุดท้ายทั้งคู่จะช่วยดึงจุดเด่นและเติมเต็มส่วนที่ขาดให้กันและกัน จึงนับว่าเหมาะสมกันยิ่งนัก ไม่แน่ว่าอีกหน่อยความรักของทั้งคู่จะเป็นที่จดจำและกลายเป็นตำนานเล่าขาน  

ห

ปรากฏว่าชายที่ไทเฮาพูดถึงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพระราชนัดดาของฮ่องเต้ซ่งเหรินจง นามว่า “จ้าวอวี้จิ่น” ซึ่งกำลังโชว์การแสดงร่ายรำสุดตื่นตาตื่นใจที่หอคณิกาหรือหอนางโลม “ซิ่งฮัวโหลว” ทำเอาแขกของหอคณิกาและเหล่าบรรดาสาวๆ ต่างตกตะลึงตาค้างไปตามๆ กัน ความจริงแล้วจ้าวอวี้จิ่นร่ายรำเพราะต้องการไถ่ตัวนางรำของหอซิ่งฮัวโหลว (เมื่อวันก่อนเขาดื่มเหล้าจนเมามายแล้วขอซื้อตัวนางรำ เจ้าของหอคณิกาจึงฉวยโอกาสโก่งราคาจนสูงลิ่ว) หลังการแสดงจบลง จ้าวอวี้จิ่น บอกเจ้าของหอคณิกาว่าตนไม่เคยพกเงินติดตัวคราวละมากๆ (จึงขอชดใช้ด้วยการร่ายรำแทน) “จางกุย”  (น้องชายจางกุ้ยเฟย) หนึ่งในเพื่อนสนิทของจ้าวอวี้จิ่นชี้ว่าเพื่อนตนไม่ได้กำลังถังแตก แต่เงินทั้งหมดถูกเก็บซ่อนในหีบสมบัติของ “จ้าวไท่เฟย” (มารดาจ้าวอวี้จิ่น) จ้าวอวี้จิ่นเลยแอบขโมยมาให้ไม่ได้ เจ้าของหอขอโทษที่ล่วงเกินจ้าวอวี้จิ่นและบอกว่าวันนั้นตนแค่ล้อเล่น (เรื่องโก่งราคาค่าไถ่ตัวนางรำ) เธอเห็นว่าเขาเป็นคนจริงและรักษาคำพูด แถมการแสดงเช่นนี้ยังหาดูได้ยาก และการที่มีชนชั้นสูงมาร่ายรำที่นี่จะยิ่งทำให้ในหอคณิกาของตนมีชื่อเสียงขจรขจาย จึงยอมทำตามความประสงค์ของจ้าวอวี้จิ่นแต่โดยดี

     แต่ในที่สุด เยี่ยเจา และจ้าวอวี้จิ่น ก็ได้แต่งงานกันตามพระราชโองการของฮ่องเต้ซ่งเหรินจง และพระองค์ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี อีกด้วย แต่ด้วยความพยายามของจ้าวอวี้จิ่น ที่พยายามหลบหนีการแต่งงาน เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ของเยี่ยเจาว่า เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจ ตัดหัวศัตรูโดยไม่ลังเล ห้าวหาญชาญชัย ทำให้เป็นที่น่าเกรงขามไปทั่ว แต่ตนเองเป็นคนอ่อนแอ เอาแต่ใจ กลัวถูกเยี่ยเจารังแก แต่ก็ยัง สองสาว ชิวหัว ชิวสุ่ย นายทหารคนสนิทของเยี่ยเจาจับไว้่ได้ ทำให้ได้เข้าพิธีแต่งงานแบบไม่เต็มใจ แม้แต่เขช้าห้องหอ ก็ ไม่ได้นอนห้องเดียวกัน และโดนเยี่ยเจาจัดหนัก ตนเองกลัวจนลนลาน จึงได้พยายามหาทางหลบหนีไปอยู่นอกบ้าน แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น กลับมาโดนจัดหนักกว่าเดิมอีก อ่วมไปหมด เยี่ยเจาเริ่มถอดใจ ยอมตกลงเซ็นต์ชื่อ ในหนังสือหย่า ของจ้าวอวี้จิ่น ที่มีข้อความระบุว่า จะยอมหย่าภายใน 3 ปี แต่นั่นแหละ ระยะเวลาทำให้ทั้งสองกลับสนิทกันมากขึ้น ทั้งเยี่ยเจาเอง

ads

Leave a Comment

Your email address will not be published.

ads

You may like

ads
In the news
Load More
ads