จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดิน ภาค 2 (THE QIN EMPIRE 2)

ads

                                                                            จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดิน ภาค 2 (The Qin Empire 2)

olol

ซีรี่ย์เรื่อง จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดินมังกร ภาค 2 เป็นการดำเนินเรื่องราวต่อจาก จักรวรรดิฉินพลิกแผ่นดินมังกร ภาค 1 ซึ่งในภาค 1 ผมได้ทำการเขียนวิเคราะห์ไว้ใน เว็บไซด์ฉายป้อ ดอทคอม เรื่องรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองผ่านซีรี่ย์จีน จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดินมังกร ท่านผู้อ่านสามารถคลิกเข้าไปดูได้ เพื่อทำความเข้าใจและความเป็นมา ก่อนที่จะมาอ่านใน ภาคที่ 2 นี้ โดยในภาคที่ 1 ได้กล่าวถึงการปฏิรูป จักรวรรดิฉิน ในรัชสมัยของฉินเซี่ยวกง ที่มีซางยัง ชาวแคว้น อ้วย หรือแคว้นเว่ย เข้ามาดำเนินการปฏิรูป โดยใช้ระบบนิติรัฐ แต่ในภาค 2 นี้ เริ่มตั้งแต่ รัชสมัย ฉินฮุ่ยเหวินหวาง (อ๋อง) หยิงซื่อ ที่มีขุนนางคู่พระทัย คือจางอี้  เสมือนรัชสมัยพระราชบิดา ฉินเซี่ยวกงที่มี ซางยัง เป็นขุนนางคู่พระทัย โดยจางอี้ เป็นบัณฑิตที่มาจากแคว้นเว่ย เหมือนซางยัง (จากที่ดูมาทั้ง 2 ภาค จะเห็นได้ว่าชาวแคว้นเว่ย มีบัณฑิตที่มีความสามารถสูง แต่ทำไมแคว้นเว่ย โดยเฉพาะเว่ยอ๋อง ไม่สามารถรักษาคนเก่งๆ  ไว้รับใช้ได้ แต่กลับหนี ตีจากบ้านเกิดเมืองนอน มาแคว้นฉิน มันก็น่าคิดนะ)  นอกจาก จางอี้แล้ว ยังมีกงซุนเจี่ย ฉือโส่ว อดีตแม่ทัพของแคว้นเว่ย ที่ชำนาญการยุทธ ก็ยังมารับใช้แคว้นฉิน ในภาคแรก แคว้นเว่ย มีผังเจียน ที่เป็นแม่ทัพเก่งกาจที่สุด ของแคว้นเว่ย อีกทั้งเป็นเพื่อนนักเรียนกับซุนปิง เจ้าของกลยุทธ ล้อมแคว้นเว่ย ช่วยแคว้นจ้าว ทายาทของซุนวู เจ้าของพิชัยสงครามอันลือลั่น “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” นอกจากนี้ยังมีหลงเจี่ย รองแม่ทัพ และจิ้นปี่ รองแม่ทัพ ของแคว้นเว่ย เป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพสูงของแคว้นเว่ย แต่ด้วยเนื่องจาก เว่ยอ๋อง โง่ดักดาน ปัญญาเท่าหางอึ่ง แถมรักความสบาย วันๆ เอาแต่แสดงอำนาจในท้องพระโรง ในพระราชวังเมืองต้าเหลียง ในการบริหารราชกิจ เสร็จจากราชกิจ เข้าวังหลังแสวงหาความสุขกับสุรานารี ไปวันๆ  ปล่อยปละ ละเลยให้พระประยูรญาติ เชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด ตักตวงผลประโยชน์และวางระเบิดเวลาให้ บรรดาเหล่าองค์ชาย ซึ่งเป็นลูกๆ ของตนแก่งแย่งอำนาจ โดยเฉพาะองค์ชายเซินที่ เป็นตัวประกันอยู่แคว้นฉิน ที่พยายามทำลายชื่อเสียงขององค์ชายรัชทายาท เพื่อตนเองจะได้เข้ามาแทนที่และดำรงตำแหน่งรัชทายาท

เมื่อองค์ชายเซินทำสำเร็จ ก็ยังไม่สาแก่ใจ ลุแก่อำนาจพยายามบีบ เว่ยอ๋อง ซึ่งในยามนี้ ชราภาพมากแล้วหลังจากเสพสุขจนเกินพิกัด ป่วยกระท่อนกระแท่น กระเซาะกระแซะ นอนพะงาบๆ หายใจรวยริน รอวันเสด็จสู่สวรรคาลัย ให้มอบอำนาจการบริหาร และสั่งการให้แก่ตนเองในฐานะองค์รัชทายาท ผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์ขึ้นเป็นอ๋อง ประมุขแห่งแคว้นเว่ยต่อจากพระราชบิดา โดยการให้องครักษ์ รักษาพระองค์ย้ายไปที่อื่นและให้ทหารของตนเองที่ไว้ใจได้ เข้าล้อมพระตำหนักทของพระราชบิดา ที่นอนซมรอวันตายอยู่นั่นเอง อีกทั้งความคันขององค์รัชทายาทที่มีอยู่ล้นปรี่ ที่อยากขึ้นครองบัลลังก์ พยายามทำให้ทุกวิถีทางที่จะทำให้พระราชบิดา เว่ยอ๋อง ตายไวๆ โดยการสั่งประหาร พี่น้องของตนเอง นั่นก็คือบรรดาองค์ชายต่างๆ ที่เป็นพระราชโอรสของเว่ยอ๋อง คนปัจจุบันในตอนนั้น ทำให้เว่ยอ๋อง ทราบเข้า โมโห กระอักเลือดจนขาดใจตาย จนตัวเองสมใจได้ขึ้นครองราชเป็นเว่ยอ๋อง พระองค์ต่อมา แต่ก็ยังโง่ งี่เง่า เป็นไอ้งั่งตัวนึงที่บ้าอำนาจและ เจ้าเล่ห์ กลิ้งกลอกไปมา จนแคว้นข้างเคียง เข็ดขยาด ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย โดยเฉพาะแคว้นจ้าว หาน ฉี ฉู่ และ เอี้ยน ที่รู้พิษสง และอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแคว้นคนใหม่ของเว่ยนี้ดี

ส่วนแคว้นฉู่ ก็ไม่น้อยหน้า ที่มีฉู่อ๋อง งี่เง่าเอาแต่ใจ เก่งบริหารการเมืองบนเตียง จนวังหลังแทบล่ม ถึงจะมีเจาหยาง หลิงอี ชีญวน 3 ขุนนางคอยค้ำจุนบัลลังก์ของพระองค์แต่ ก็ แค่พยุงแคว้นฉู่ที่เสมือน เป็นซากไม้ผุพังรอวันย่อยสลาย ไปวันๆ เพราะชาวแคว้นฉู่  รักความสุขสบาย ได้ใบบุญจากฉู่จวงอ๋อง ผู้บุกเบิก แคว้นฉู่ให้ยิ่งใหญ่ และติดอันดับ 1 ใน 5 ของผู้ยิ่งใหญ่ แห่งยุคชุนชิว1 และพระราชบิดาที่คอยยกทัพจับศึกยึดดินแดนทางใต้ปราบปรามเผ่าต่างๆ ให้ยอมสยบ จนทำให้ แคว้นฉู่ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดา 7 แคว้นในยุคจ้านกว๋อ และหลังจากที่บริหารราชกิจอย่างฟ่อนเฟะ หลงเชื่อเชื้อพระวงศ์และขุนนางที่ชอบรับสินบน ทำให้เละเทะ งานราชการล่มจม แพ้ศึกสงครามกับแคว้นฉินไม่เป็นท่า ทำให้ อาณาเขตลดน้อยถอยลง จนตัวเองต้องถูกทหารแคว้นฉินจับเป็นเชลย และโดน เจาหยางปลดกลางอากาศ สถาปนาลูกชาย ที่เป็นองค์ชายรัชทายาทเป็นตัวประกัน ณ แคว้นฉิน นำตัวกลับมาเป็น ฉู่อ๋อง

กเ้

ถ้าดูจากแผนที่แล้ว จะเห็นได้ว่า แคว้นฉู่และแคว้นฉิน มีพื้นที่ใหญ่สุด เมืองหลวงของแคว้นฉิน ชื่อพระนครเสียนหยาง อยู่ริมแม่น้ำ และไม่ไกลจากชายแดนที่ติดกับแคว้นหานและแคว้นเว่ย โดยมีเมืองหลวงเก่า เยียะหยาง (หย่งเฉิง) อยู่ด้านหลังเมืองเสียนหยาง อยู่ลึกเข้าไปในใจกลางพื้นที่แคว้น ส่วนเมืองหลวงแคว้นเว่ยคือนครต้าเหลียงที่อยู่ค่อนไปทาง ใต้ ติดแคว้นหานและแคว้นฉู่ โดยที่เมืองหลวงเก่าคือ อันยี่ ที่อยู่ใกล้ ชายแดนแคว้นฉินและหาน การที่แคว้นเว่ย ย้ายเมืองหลวงมาต้าเหลียง เมื่อเทียบกับแคว้นฉินย้ายเมืองหลวงมาเสียนหยาง ต่างมีนัยยะสำคัญ และมีบริบทที่แตกต่างกันในสิ้นเชิง

กล่าวคือ แคว้นฉินที่ต้องย้ายเมืองหลวงมาเสียนหยางเนื่องจากซางยัง และฉินเซี่ยวกง ต้องการขยายอาณาเขต แสดงแสนยานุภาพไปยังแคว้นในภาคกลางแถบชานตง และทำให้จางอี้ พยายามอย่างหนักที่ทำให้แคว้นฉินทำศึกเข้าไปในใจกลางจงหยวน ที่ราบภาคกลางของจีน เป็นการแสดงความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานอย่างสุดปริ๊ดๆ ที่จะครอบครองทุกแคว้นให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นฉิน แต่แคว้นเว่ยย้ายเมืองหลวงมาต้าเหลียงเพราะ กลัวแสนยานุภาพทางการทหารของแคว้นฉิน และเข็ดขยาดที่จะต่อกร รับศึกเมื่อถูกแคว้นฉินเข้าบุกโจมตี พูดง่ายๆคือย้ายเมืองหลวงหนีแคว้นฉิน นั่นเอง

ส่วนแคว้นเจ้า มีนครหานตันเป็นเมืองหลวง อยู่ติดแคว้นเว่ย ซึ่งก็ไม่ยอมย้ายเมืองหลวง เพราะเมื่อเทียบกับ เผ่าซงหนู ที่อยู่นอกด่านแล้ว แคว้นเว่ยนั้น จิ๊บๆ มาก สำหรับแคว้นจ้าว เพราะเผ่าซงหนู เป็นเผ่าที่ดุร้ายและชอบปล้นชิงเสบียง และทรัพย์สิน เสบียงกรัง ของชาวเมืองไปจนหมดสิ้น แม้รัชสมัย อู่หลิงอ๋อง แห่งแคว้นจ้าวที่ขึ้นครองราชย์ ในวัยเยาว์ แต่ก็มีความเข้มแข็ง พยายามปรับปรุงการแต่งกายของทหาร ให้มีความคล่องตัวในการรบทัพจับศึก โดยเฉพาะเมื่อรบกับเผ่าซงหนู ทำให้ได้รับชัยชนะ และอีกทั้งแคว้นจ้าวเริ่มมีความเข้มแข็ง จึงไม่ย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น

แคว้นฉู่นั้นเล่า มีเมืองหลวง คือนครอิ่งตู เป็นเมืองหลวงที่มีความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ มีศิลปะ ดนตรีและความบันเทิงครบครัน ผู้คนต่างอยู่เป็นสุข ตลอดเวลา แต่เมื่อแคว้นฉินยกทัพมาประชิดพระนครอิ่งตู เท่านั้นแหละ ตื่นเต้นตูมตาม กันทั้งแคว้น จน ฉู่อ๋อง แห่งตระกูลหมี่ กลัวเป็นเหมือนพระราชบิดา ที่ถูกทหารฉินจับเป็นเชลย รีบหนีตายจ้าละหวั่น ไปตั้งเมืองหลวงใหม่ โซ่ชุนทางใต้ ปล่อยให้ทหารแคว้นฉิน บุกโจมตีเผาทำลายเมืองอิ่งตู อย่างย่อยยับ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง  จนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นเมืองหลวงได้อีกตามเดิม ประกอบกับ ฉู่อ๋อง ปอดแหก กลัวแคว้นฉินหูหด ตดไหม้ แบบว่ากลัวสุดๆ เข็ดขยาดไม่เอาอีกแล้ว ชีวิตนี้ ไม่ขอย้ายกลับไปอิ่งตู ขออยู่โซ่ชุนดีกว่า

เมื่อมาดูแคว้นฉี มีเมืองหลวงคือ นครหลินจือ อยู่กลางใจแคว้นฉี ใกล้ทะเลเหลือง ทำให้มั่งคั่งเรื่อง การประมงและ ที่สำคัญคือ เกลือ ที่เป็นการค้าแบบผูกขาดมาอย่างช้านานนับร้อยๆ ปี แคว้นฉี เป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์ มีนักปรัชญา เมธี บัณฑิต พ่อค้า คหบดี ผู้ร่ำรวยมั่งคั่ง และเมือ่ตระกูลเถียร ยึดอำนาจจากตระกูลเจียง ผู้ซึ่งเป็นอ๋องแห่งแคว้นฉี   ทำให้แคว้นฉีมั่งคั่ง รวยอู้ฟู่อย่างสุดๆ และแทบไม่มีศึกสงครามใดๆ อีกเลย ว่ากันว่าศึกสงครามครั้งสุดท้ายของแคว้นฉี คือศึกที่แม่ทัพใหญ่นายพลเถียรตัน บุกตีแคว้นจ้าว หลังจากนั้น แคว้นฉีก็ไม่เคยเข้าสู่ศึกสงครามใดๆ อีกเลย ประชาชนพลเมืองแคว้นฉี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างสุดๆ ไม่รู้จักว่าสงครามคืออะไร  แม้กระทั่งขุนนาง ทหาร หรือแม้แต่ ตัวฉีอ๋องเองยังเสพย์สุขอย่างสุดๆ จนหลงละเริงว่า แคว้นทางตะวันตกที่ห่างไกลอย่างแคว้นฉิน กำลังบ้าคลั่ง ฮึกเหิม พร้อมที่จะบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ

หฟห

แต่ด้วยที่ ฉินฮุ่ยเหวินอ๋อง โดยการแนะนำวางแผนของจางอี้ กำลังสาละวนกับกาสรโจมตีแคว้นหาน แคว้นเว่ย และแคว้นฉู่ ทำให้การโจมตีแคว้นฉี ยังไม่มีโอกาสเนื่องจาก อยู่ไกลออกไปโดยมีแคว้นหา แคว้นเว่ยคั่นกลางอยู่

                                                                                              เชิงอรรถ

1 5ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งยุคชุนชิวได้แก่ ฉินมู่กง  ฉีหวนกง จิ้นเหวินกง  ซ่งเซียงกง และฉู่จวงอ๋อง

ads

Leave a Comment

Your email address will not be published.

ads

You may like

ads
In the news
Load More
ads