กลุ่มก่อการร้ายของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนที่ 3

ads

                                                      แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (Moro Islamic Liberation Front : MILF)

 ความเป็นมาของกลุ่ม MILF

หห

แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร 1  เป็นกบฎมุสลิมทีมีเป้าหมายการแยกดินแดนและศาสนา  ตั้งฐานอยู่ทางตอนกลางของเกาะมินดาเนาในภาคใต้ของฟิลิปปินส์  แนวร่วมได้สร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้านการเมืองขึ้นในปี ค.ศ 1980 ซึ่งเป็นผลมาจากการแตกแยกภายในแนวร่วมปลอดปล่อยแห่งชาติโมโร (Moro National Liberation Front : MNLF) ในปี ค.ศ. 1978 จนถึงขณะนั้นแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มุ่งแสวงหาการปกครองตนเองทางการเมืองของชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศ  แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโรเคยได้รับการสนับสนุนดั้งเดิมจากผู้เลือกตั้ง 2 เผ่าใหญ่ในชุมชนมุสลิมคือ เตาซุค (Tausugs) ในหมู่เกาะซูลู และมากินดาเนา ในตอนกลางของ มินดาเนา หัวหน้าของ กลุ่ม MNLF คือ นูร์ มิซัวรี จากเผ่าเตาซุค ถูกท้าทายจากอำนาจรองของเขา คือ ฮาซิม ซาลามัต (Hashim Salamat) ซึ่งเป็นชาวมากินดาเนา และนักวิชาการอิสลามที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัล – อัซฮาร์ (Al – Azhar University )ในนครไคโรประเทศอียิปต์  มิซัวรี  มีภูมิหลังที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาและมีความสัมพันธ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ซึ่งทำการต่อต้านเขา เพื่อปกป้องกลุ่ม MNLF จากการเปลี่ยนแปลงใดๆ การต่อสู้ถูกกำหนดโดยปัจจัยเรื่องเผ่าและพื้นที่ โดยแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่าอิสลามใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือมาราเนา (Maranao)ในเกาะมินดาเนา
กลุ่ม MILF ต่อต้านข้อตกลงระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโรที่ทำในเดือนกันยายน ค.ศ. 1996 เกี่ยวกับสิทธิการปกครองตนเองอย่างจำกัด และยังคงเรียกร้องรัฐอิสลามเอกราชเรื่อยมา จนถึงเวลานั้น แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรได้จัดตั้งพื้นที่ภายใต้การปกครองที่มีที่มั่นทางทหารในตอนกลางของเกาะมินดาเนาแล้ว อีกทั้งสามารถบรรลุข้อตกลงการอยู่ร่วมกันได้กับเจ้าหน้าที่จังหวัดและเทศบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลุ่ม MILF ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและมีอาวุธที่ดีกว่ากลุ่ม MNLF  มีบทบาทเป็นขุนศึกที่ให้ การปกป้อง เพื่อแลกกับเงินบริษัทต่างชาติและยังใช้วิธีการลักพาตัวด้วย ผู้เข้าร่วมกลุ่ม MILF คือผู้ว่างงานในท้องถิ่น ฝ่ายทหารฟิลิปปินส์คาดว่าแนวร่วมมีกำลังกองโจรถาวรจำนวน 15,000 คน แนวร่วมได้ประสานภารกิจด้านการเมืองเข้ากับศาสนา และสามารถดึงการสนับสนุนจากภายนอกได้ในรูปของเงินทุนและกำลังคน อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคม ค.ศ. 1997 กลุ่มได้เข้าเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลและลงนามในข้อตกลงหยุดยิง
แต่ทั้งหมดนี้ยุติไปเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่ม MILF พยายามขยายฐานที่มั่นและกองกำลังความมั่นคงต่องการลดพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม MILF การต่อสู้ในปลายทศวรรษ 1990 ทำให้กลุ่ม MILF ประสบความสูญเสียมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กลุ่ม MILF ประกาศว่าจะยอมรับความช่วยเหลือจากกองทัพประชาชนใหม่ ของฝ่ายคอมมิวนิสต์หากถูกกองทัพโจมตีอย่างหนัก  อย่างไรก็ตามกลุ่ม MILF ได้ประกาศว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาบูไซยาฟ ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เกี่ยวข้องการลอบสังหารชาวบ้านและการจับตัวประกันในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ การเจรจาสันติภาพมีขึ้นอีกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 แต่ยุติไปเพราะการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ในเดือน มีนาคม ค.ศ. 2000 แนวร่วมโจมตีฐานที่มั่นทางทหาร 6 แห่งในจังหวัด ลาเนา เดลนอร์เต (Lanao del Norte) ในมินดาเนาอย่างหนัก ซึ่งถูกกองกำลังรัฐบาลโจมตี  ตอบโต้อย่างหนักทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินในเดือนเมษายน ค.ศ. 2000 การรบที่รุนแรงครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 100,000 คน ขณะที่กลุ่ม MILF ได้แสดงความสามารถด้านการวางระเบิดและยิงจรวดโจมตีเมืองหลายเมืองในมินดาเนา ในเดือน เมษายน ค.ศ. 2000 ผู้นำกลุ่ม MILF คือ ฮาซิม ซาลามัต ประกาศย้ำการต่อต้านข้อตกลงปี ค.ศ. 1996 ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่ม MNLF ที่เป็นคู่แข่ง และเรียกร้องให้มีการแสดงประชามติในกลุ่มชาวมุสลิมทั้งหมดในภาคใต้ของฟิลิปปินส์เกี่ยวกับข้อตกลงใดๆ กับรัฐบาลในมะนิลา ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2000 กองกำลังรัฐบาลได้ทำลายค่ายอาบูบาร์การ์ (Camp Abubarkar) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของกลุ่ม MILF แต่ก็ไม่สามารถยุติกบฎมุสลิมได้อีกทั้งค่ายดังกล่าวได้เป็นสถานที่ฝึกของขบวนการเจไอ ในการก่อการร้าย
กลุ่ม MILF เกิดขึ้นมาเนื่องจาก เกิดความขัดแย้งภายใน กับกลุ่ม MNLFเพราะ ต่างคนต่างเคลื่อนไหวต่างคนอยากจะเป็นผู้นำ กลุ่ม MNLF ทั้ง นูร์ มิซูรี แลฮาซิม ซา-ลามัต โดยที่ มิซูรีได้รับการสนับสนุนจาก อียิปต์ ลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย  ซีเรีย อิหร่าน  ส่วน ซาลามัต ได้รับการสนับสนุน จาก ปากีสถานและเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ แนวความคิดไม่ตรงกัน ของ มิซูรี  และซาลามัต  กล่าวคือ มิซูรี  ยังคงต้องการให้ภาคใต้ ยังอยู่กับประเทศฟิลิปปินส์ เหมือนเดิม แต่ให้รัฐบาลรับรองให้เป็นเขตปกครองตนเอง รัฐบาลกลางห้ามมาก้าวก่ายการบริหารด้วย แต่ ซาลามัต ต้องการให้จังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางตั้งเป็นประเทศใหม่ หรือประกาศ เป็นเอกราชนั่นเอง  นั่นคือเป็นที่มาของการแตกออกมาของกลุ่ม MILF ภายใต้การนำของ  ซาลามัต ซึ่ง ซาลามัต ได้ก่อเหตุรุนแรงในฟิลิปปินส์หลายครั้งทั้งการวางระเบิดใน ย่าน มากาติ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้า ที่สำคัญของฟิลิปปินส์ จนรัฐบาลฟิลิปปินส์ ต้องยินยอมเปิดการเจรจาด้วยเพื่อช่วยบรรเทาเหตุการณ์ ความรุนแรง รวมทั้งประคับประคองมิให้กลุ่ม MILF ทวีความใกล้ชิดสนิทสนม กับเครือข่ายก่อการร้ายสากลมากเกินไปกว่านี้  เนื่องจากเกรงว่าอาจมีการใช้พื้นที่ เกาะมินดาเนา เป็นแหล่งซ่องสุมฝึกอาวุธของขบวนการ เจไอ และอัลเคด้า จนถึงขณะนี้มีการเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่า กลุ่ม MILF ได้สูญเสียผู้นำ คือ ซาลามัต ไปแล้วตั้งปี ค.ศ. 2003
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากความไม่สำเร็จดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากความเป็นจริงที่ว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มความสัมพันธ์เกี่ยวข้องและได้รับเงินจากขบวนการก่อการร้ายสากลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเงินและการฝึกอบรมจากขบวนการอัลเคด้า โดยแรกเริ่มการก่อตั้งกลุ่ม MILF ผู้ให้การช่วยเหลือทางการเงินคือประเทศลิเบีย  แต่มาภายหลังเนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจของลิเบียตกต่ำไม่เหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้กลุ่ม MILF หันไปติดต่อขบวนการอัลเคด้าแทน และเป็นฐานสำคัญของขบวนการอัลเคด้าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ควบคู่กับขบวนการเจไอ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ผู้ที่เป็นจุดประสานงานระหว่างขบวนการอัลเคด้าและกลุ่ม MILF คือ โมฮัมเหม็ด จามาล คาลิฟะ (Mohammed Jamal Kalifa)  ซึ่งเป็นน้องเขยของ โอซมา บินลาเดน โดยที่ บินลาเดน ส่ง คาลิฟะ ผู้เป็นน้องเขยไป ฟิลิปปินส์ ในปี ค.ศ. 1988 เพื่อรวบรวมนักรบอิสลามไปช่วยรบในอัฟกานิสถาน คาลิฟะ ได้เดินทางไปทั่วเกาะมินดาเนาและทำการรวบรวมชาวฟิลิปปินส์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไปทำการฝึกในปากีสถาน ขณะนั้น คาลิฟะ มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการองค์กรการกุศลช่วยเหลือ ของซาอุดิอาระเบียต่อชาวมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับผิดชอบพื้นที่ประเทศ ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน ต่อมาองค์กรการกุศลได้กำหนดพื้นที่รับผิดชอบใหม่ คือให้มีผู้อำนวยการเป็นรายประเทศไป ดังนั้นจึงทำให้ คาลิฟะ รับผิดชอบเฉพาะ ฟิลิปปินส์ เท่านั้น
คาลิฟะ เริ่มจัดตั้งเครือข่ายขึ้นมาด้วยการแต่งงานกับหญิงชาวพื้นเมืองคนหนึ่งซึ่งเป็นพี่สาวของนักศึกษาชาวมุสลิมคนหนึ่ง ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่ง  มินดาเนา จากกรณีนี้เองที่ทำให้ คาลิฟะ สามารถแทรกซึมเข้าไปในสังคมที่นั่นได้อย่างสะดวกเขาได้จัดตั้งธุรกิจส่งออกขึ้นมาเพื่อเป็นการบังหน้า  รับซื้อสินค้าของชาวพื้นเมืองมาจำหน่ายและส่งออก แม้กิจการของเขาจะไม่ได้ทำกำไรอะไรแต่บริษัทของเขาก็ดำรงอยู่ได้เพราะมีเงินนอกจากขบวนการอัลเคด้ามาสนับสนุนในทางลับ การดำเนินธุรกิจของเขาทำให้เขาสามารถติดต่อเกี่ยวข้องกับผู้คนทั่วไปโดยไม่มีใครสงสัยและในฐานะเป็นผู้อำนวยการองค์กรการกุศลประจำฟิลิปปินส์ก็ยิ่งทำให้เขาสามารถเข้าถึงและจัดตั้งหน่วยงานการกุศลต่างๆ ขึ้นมาอีกหลายอย่างในด้านที่ช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการรักษาพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ  ชาวฟิลิปปินส์ที่นับถือศาสนาอิสลามพากันเข้ามาร่วมกับองค์กรจัดตั้งของ คาลิฟะ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง บิน ลาเดน เองก็เคยเดินทางมาฟิลิปปินส์ เมื่อปี ค.ศ. 1993 เพื่อขยายเครือข่ายของเขาผ่านการลงทุนในโครงการต่างๆ โดยที่มี คาลิฟะ รับผิดชอบโครงการต่างๆเหล่านั้น
คาลิฟะ เองแอบส่งเงินช่วยเหลือไปให้ กลุ่ม MILF เพื่อใช้ในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวต่างๆในกาต่อสู้กับกองกำลังรัฐบาลฟิลิปปินส์  โดยเริ่มให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นกิจลักษณะ เมื่อต้นปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา ทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถปฏิบัติการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่นการวางระเบิด การลักพาตัว และการข่มขู่  เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลฟิลิปปินส์เองก็ได้จัตามองพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของแกลุ่ม MILF อย่างใกล้ชิดมาตลอดเช่นเดียวกัน และลงความเห็นว่าองค์กรการกุศลหลายองค์กรเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อบังหน้าของผู้ก่อการร้ายในฟิลิปปินส์โดยมีกลุ่มหัวรุนแรงนอกประเทศให้การสนับสนุนในทางลับ ทั้งทางด้านการส่งเงินสนับสนุนและการนำคนไปฝึกอบรม การสนับสนุนดังกล่าวเริ่มต้นมาจากประเทศลิเบีย  ต่อมามีขบวนการอัลเคด้า เข้ามาแทนที่ แม้แต่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะตั้งข้อสงสัยก็ตาม แต่ยังไม่อาจจะดำเนินการอย่างไรได้เพราะแกนนำสำคัญที่ให้การช่วยเหลือ กลุ่ม MILF โดยเฉพาะ คาลิฟะ เป็นบุคคลที่ชุมชนมุสลิมและปัญญาชนเข้าไปร่วมงานอยู่ตามองค์กรการกุศลต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งให้ความน่าเชื่อถืออย่างมาก  แม้กระทั่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบียในฟิลิปปินส์ก็ให้ความช่วยเหลือด้วยอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

 

เชิงอรรถ 

 

ไมเคิล รีเฟอร์ , พจนานุกรมการเมืองสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,  แปลโดย จุฬาพร เอื้อรักสกุล  (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์, 2548) หน้า 329.

ads

Leave a Comment

Your email address will not be published.

ads

You may like

ads
In the news
Load More
ads